สวยสมวัย

ผู้หญิงอยากเขียน
 
บ้านบ้าน  ค้นหาค้นหา  สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  เข้าสู่ระบบ(Log in)  

สวัสดีปีเสือค่ะ เพื่อนๆ สวยสมวัยทุกท่าน ขอให้มีความสุขและสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเขียนนวนิยายอิโรติกนะคะ...อิโมติคอน ยังไม่ได้แก้ไขรอก่อนนะ...กล่องแชทสำหรับพูดคุยกันสดๆ อยู่หน้าแรกข้างล่างสุดเลยค่ะ แค่ล็อกอินเข้าไปก็ใช้ได้เลย เฉพาะสมาชิกเท่านั้นจึงจะมองเห็นห้องแชทนะคะ...สวัสดีปีใหม่ค่ะ


Share | 
 

 บทที่ 1 จุดเริ่มต้น

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
ณดา

avatar

จำนวนข้อความ : 27
Join date : 19/10/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: บทที่ 1 จุดเริ่มต้น   Wed Dec 02, 2009 2:33 pm

บทที่ 1 จุดเริ่มต้น


'ใครเป็นคนสวยรับสายด้วยคร๊าบ...ใครเป็นคนสวยรับสายด้วยคร๊าบ...'


นิ้วมือเรียวที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อชะงัก คิ้วสองข้างบนใบหน้าสวยที่ตกแต่งไว้อย่างสดใสขมวดมุ่นเข้าหากัน ร่างสูงโปร่งในชุดดำหันตัวเดินออกจากหน้ากระจกเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ มือเล็ก ๆ ควานลงไปในกระเป๋าสะพายพร้อมกับคิด ‘ใครนะโทรหาแต่เช้าเลย’ พอเห็นชื่อคนโทรเข้าบนหน้าจอ คิ้วที่ขมวดอยู่แล้ว แทบจะผูกแน่นจนคลายไม่ออก พร้อมกับคำถามเดิม ๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ‘เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะคราวนี้ เพิ่งออกจากบ้านไปเมื่อกี้เอง’ ก่อนกรอกเสียงห้วน ๆ ลงในโทรศัพท์

“ฮัลโหล...มีอะไรเพิ่งออกจากบ้านไปแป๊บเดียว โทรมาทำไม?”

“เจ๊...ผมโดนรถชน” เสียงน้องชายตัวดีตอบมาทางโทรศัพท์

“อะไรนะ...โดนรถชน แกเป็นยังไงมั่ง?”

“ก็มีแผลที่เข่า เลือดออกมากพอสมควรแหละ ตอนนี้อยู่บนรถพยาบาลแล้ว เจ๊ไม่ต้องห่วงนะ แต่ว่าตามไปที่โรงพยาบาลหน่อยนะ ผมไม่มีเงินเลยซักบาท” เสียงอ่อนอ่อยดังมาอีกครั้ง

“เออ...เออ...ไปโรงบาลก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันโทรลางานให้หรือว่าแกโทรไปแล้ว?”

“ผมโทรบอกฝ่ายบุคคลแล้ว เจ๊ไม่ต้องโทรหรอก รีบตามมาที่โรงบาลก็แล้วกัน”

“เออ...แต่งตัวเสร็จแล้วจะตามไป”

พอกดตัดสาย อารมณ์หลากหลายของเจ้าของโทรศัพท์พลุ่งขึ้นมา ทั้งโกรธ เบื่อ รำคาญ สงสาร สุดท้ายได้แต่ปลงกับชีวิต ‘ก็มันเป็นน้องนี่นะ’ คิดได้แค่นั้นคนที่เป็นพี่สาวคนโตของบ้านก็ต้องทำตามหน้าที่ดูแลกันต่อไป ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งแล้วต่อสายไปหาหัวหน้าของเธอ

“เจ้านายคะ วันนี้จี้คงต้องเข้าที่ทำงานช้าหน่อยนะคะ จะไปโรงพยาบาล ไม่แน่ใจว่าต้องไปโรงพักต่ออีกหรือเปล่า” หญิงสาวโทรลาหัวหน้างาน

“มีอะไรอีกล่ะจี้ มีใครเป็นอะไร?” เสียงนุ่ม ๆ ของชายวัยกลางคนถามกลับมา

“เอ่อ...น้องชายน่ะค่ะ โดนรถชน ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล”

“เอาอีกแล้ว เพิ่งเข้าทำงานใหม่ ๆ ไม่ใช่เหรอ? มีเรื่องอีกแล้ว”

“ค่ะ...เจ้านาย” หญิงสาวได้แต่รับคำแล้วถอนหายใจเบา ๆ



เรื่องครอบครัวของเลขาอย่างเธอ เป็นเรื่องที่เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าเธอรู้จักดีและนำมาต่อรองบางอย่างกับเธอหลายครั้ง รวมทั้งเรื่องการลางานเพื่อไปทำธุระ เธอจะต้องโทรหาเขาโดยตรง หญิงสาวเองก็รู้เหตุผลดีว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่ที่ตรงนี้เป็นที่ที่ให้เงินเดือนสูงพอที่เธอจะดูแลครอบครัวที่มีพ่อที่ช่วยตัวเองไม่ได้จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แม่ น้องชายสองคนที่ไม่เอาถ่านกับน้องชายอีกหนึ่งคนที่กำลังเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ให้มีความสุขได้บ้าง อีกทั้งหัวหน้ายังไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการพูดแบบ ‘หมาหยอกไก่’ เท่านั้น

รายได้จากการเป็นเลขาในบริษัทขายรถยนต์ เธอต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและส่งให้น้องชายคนสุดท้องเรียนหนังสือ เธอคาดหวังไว้ตลอดว่าเมื่อน้องคนสุดท้องเรียนจบ เธอคงสบายขึ้นกว่านี้ เพราะอีกสองคนที่อยู่กับเธอ หลังจากที่เฝ้าส่งเสียจนเรียนจบ สุดท้ายก็ได้แค่ยังต้องประคองกันต่อไป เพราะความไม่เป็นโล้เป็นพาย เข้าทำงานแต่ละที่ได้ไม่เกินสามเดือน ก็เกิดเรื่องเกิดราวจนต้องออกจากงาน มานอนกินข้าวที่บ้านเป็นประจำ เมื่อเธอพยายามฝากงาน หางานใหม่ให้ทำ ไม่เกินสามสี่เดือนก็กลับมาอีหรอบเดิม แถมยังมีหนี้สินตามมาในช่วงเวลาอันสั้นนั้น เธอต้องคอยตามไปใช้หนี้ให้ เพราะไม่เช่นนั้น ชีวิตเธอจะไม่มีความสุขเลย เพราะจะเจอทั้งการข่มขู่ทั้งทางโทรศัพท์ หรือร้ายยิ่งกว่าก็คือโดนทวงถามถึงที่ทำงาน ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้เป็นคนสร้างหนี้ แต่น้องชายตัวดีจะเอาชื่อเธอไปเป็นหลักประกัน และกลุ่มนายทุนเงินกู้ทั้งหลายจะรู้กันว่า ‘สุดท้ายก็ได้เงินคืน’


'ใครเป็นคนสวยรับสายด้วยคร๊าบ...ใครเป็นคนสวยรับสายด้วยคร๊าบ...'

เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ที่เธอตั้งไว้ให้เป็นเรื่องตลกในชีวิตบ้างดังขึ้นอีกครั้ง ขัดภวังค์ความคิดของเจ้าของ จี้รีบกดรับทันทีเมื่อเบอร์ที่ขึ้นอยู่หน้าจอไม่ใช่เบอร์ที่คุ้นเคย

“สวัสดีค่ะ จิดาพรพูดสายค่ะ”

“ฮัลโหลครับ ผมเป็นคู่กรณีกับน้องชายคุณนะครับ ผมชื่อโต...โตมร”

“อ๋อ...ค่ะ...คุณโตมร คุณเป็นยังไงบ้างคะ เจ็บที่ไหนไหม?”

“อ่อ...ไม่ครับ ผมไม่เป็นอะไรมาก ผมจะโทรมาบอกคุณว่าตอนนี้ผมมาจากโรงพยาบาลแล้ว ผมจะไปรอคุณที่โรงพักนะครับ”

“ได้ค่ะ ฉันไปดูน้องที่โรงพยาบาล เคลียร์ทางโรงพยาบาลเสร็จ ฉันจะตามไปพบคุณที่โรงพักก็แล้วกันนะคะ”

พอพูดจบตัดสายโทรศัพท์ หญิงสาวคว้ากระเป๋าสะพาย หยิบกุญแจ ‘เจ้าแก่’ เพื่อนยากได้ ก็เดินออกจากห้องไปหาแม่ในครัว เล่าเรื่องราวให้ฟัง พร้อมกับปลอบใจ

“แม่ไม่ต้องตกใจนะ เดี๋ยวจี้จัดการเอง แม่ดูแลพ่อดี ๆ ดีกว่า” เธอบอกแม่แบบนี้ทุกครั้งที่น้องมีปัญหา

“แม่ขอบใจจี้มากนะลูก ถ้าไม่มีจี้ แม่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน” แม่ขอบใจเธอด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ยกมือลูบหลังเธอเบา ๆ เพราะแม่รู้ว่าเธอต้องตามแก้ปัญหาประดามีให้กับน้องชายทั้งสองมาตลอด

“ค่ะแม่...แม่ไม่ต้องห่วงจี้นะ จี้รักพ่อกับแม่มาก ไม่มีอะไรที่จี้ทำเพื่อพ่อกับแม่ไม่ได้หรอก” เธอรีบโอบแขนเรียวรอบตัวแม่ ซุกหน้าลงกับไหล่ ก่อนที่จะให้แม่เห็นน้ำตาที่กำลังรื้นออกมา เธอผละตัวออกจากแม่แล้วรีบเดินไปหอมแก้มพ่อที่นอนอยู่ที่เก้าอี้โยกหน้าบ้าน ก่อนจะขึ้นสตาร์ทเจ้าแก่ขับตรงไปยังที่เกิดเหตุก่อนไปโรงพยาบาล



“นายพิทักษ์ อาสนสนธิ์ ชำระเงินที่เคาน์เตอร์แปดครับ” เสียงเรียกชื่อผู้ป่วยให้ชำระเงินค่ารักษาก่อนรับยา หญิงสาวชุดสีดำเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ก่อนถามราคา

“ทั้งหมดเท่าไหร่คะ?”

“สองพันห้าร้อยเจ็ดสิบบาทครับ”

หญิงสาวนับเงินในกระเป๋าสตางค์จนเกือบหมดส่งให้เจ้าหน้าที่ แล้วรับใบเสร็จรับเงินเพื่อไปรับยาที่เคาน์เตอร์ถัดไป เธอให้เจ้าหน้าที่เวรเปลเข็นน้องชายที่บัดนี้มีเฝือกขาวโพลนที่เข่าข้างขวา มารอหน้าตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินก่อนเธอจะไปขับเจ้าแก่มารับคนสร้างเรื่องไปพบคู่กรณีที่โรงพัก



เวลาเดียวกันที่สถานีตำรวจ ‘โต…โตมร ธิศนาบดี’ หนุ่มคู่กรณีที่ไปถึงโรงพักก่อน เดินตรงไปห้องรองสารวัตรปองพล อดุลย์ชัยฤทธิ์ หรือที่เพื่อน ๆ เรียกว่า ‘รองป้อง’ ซึ่งเป็นเพื่อนกับเขามาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม เพื่อนเขาคนนี้เลือกเรียนตำรวจ ในขณะที่ตัวเขาเองเลือกเรียนวิศวะในมหาวิทยาลัย เพราะความชอบที่พ่อของเขาส่งผ่านมาทางสายเลือด แต่เขากับเพื่อน ๆ ยังร่วมก๊วนกันเสมอเมื่อมีเวลาว่าง

“ทำอะไรอยู่วะ ก้มหน้าก้มตา ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีคนมายืนค้ำหัวอยู่” โตมรถามเพื่อนหลังจากมายืนหน้าโต๊ะสองสามนาทีแล้ว แต่เพื่อนยังไม่เงยหน้ามามอง

“เฮ้ย...หวัดดีว่ะไอ้โต วันนี้มีอะไรให้ช่วย มาถึงที่เลย?” เจ้าของห้องทักทายหลังจากเห็นหน้าอีกฝ่ายและถามเพื่อนออกไป ซึ่งนาน ๆ จะเห็นมาป้วนเปี้ยนแถวโรงพัก

“เออ...มีเรื่องให้ช่วยนิดหน่อย” ฝ่ายไปเยือนเอ่ยขึ้นก่อนเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเชิญ

“มีเรื่องอะไร?...หน้าตาบอกยี่ห้อคนอกหักเลยนะมึง เขาหายไปสองปีแล้ว มึงยังไม่เลิกมีอาการแบบนี้อีกเหรอ” ปองพลมองใบหน้าที่ซีดเซียวของเพื่อน

“เออไอ้นี่!...ไม่เกี่ยวกับเรื่องอกหัก ไม่อกหักโว้ย! แต่ว่ามีเรื่องอุบัติเหตุนิดหน่อย กูขับรถชนกับมอไซค์เมื่อเช้า แต่กลัวว่าคู่กรณีจะเรื่องมาก เลยเข้ามาบอกแกไว้ก่อน อยากให้เรื่องจบง่าย ๆ” โตมรแจ้งความจำนงกับเพื่อน

“กลัวอะไรวะ แกเป็นคนผิดเหรอ?”

“ไม่รู้...มันก้ำกึ่ง แต่กูรถใหญ่แล้วเขารถมอไซค์ พวกนี้คิดเสมอแหละว่ารถใหญ่ต้องเป็นฝ่ายผิด”

“เดี๋ยวกูขอดูรูปถ่ายแป๊บนึงนะ”

ปองพลเรียกลูกน้องที่รับผิดชอบคดีเอารูปถ่ายมาให้ดูก่อนสั่งการให้เคลียร์ปัญหาให้จบ กำชับลูกน้องว่า 'ยังไงก็ได้เพื่อนพี่ต้องไม่เดือดร้อน'



ที่สถานีตำรวจ ‘เจ้าแก่’ รถยนต์สีบรอนด์ทอง อายุอานามสิบห้าย่างสิบหกปีของจิดาพรที่รับช่วงมาจากพ่อ ชะลอลงจอดเพื่อให้น้องชายลงที่หน้าตึกก่อน พอชายหนุ่มหน้าตาคล้ามคม ใส่แว่นสีชาที่นั่งบนสถานีตำรวจมองเห็นจึงรีบลุกมาช่วยพยุงเด็กหนุ่มที่ลงจากรถ และกำลังพยุงตัวโดยใช้ไม้ค้ำยันอย่างทุลักทุเล พาเข้าไปนั่งในสถานีตำรวจ ก่อนคนขับจะขับรถออกไปหาที่จอด

“เป็นไง ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ย หมอบอกว่าเป็นอะไรมากไหม” โตมรถามคู่กรณีที่นั่งอยู่ก่อนพี่สาวเธอจะเดินมาถึง

“ก็ดีอยู่ครับ กระดูกไม่หัก แต่ว่าเอ็นเข่าฉีก หมอทำแผล เย็บให้แล้ว หมอเขากลัวเข่าขยับบ่อย ๆ แล้วเอ็นจะไม่ติดกันง่ายก็เลยใส่เฝือกป้องกันไว้ครับ” เด็กหนุ่มตอบกลับไป

“เออ...คนที่พามาเป็นพี่สาวเหรอ พี่จะได้คุยกับเขาถูก”

“ครับ...พี่ผมเอง กำลังเดินมาเลย ชื่อพี่จี้ครับ” พอเด็กหนุ่มตอบคำถามเสร็จหญิงสาวร่างบางก็เดินมาถึง

“สวัสดีครับคุณจี้ ผมโตครับ” โตมรทักทายและแนะนำตัวเองอีกครั้งหลังจากที่แนะนำทางโทรศัพท์ไปแล้ว

“สวัสดีค่ะ...คุณโตมร รอนานไหมคะ พอเสร็จเรื่องทางโรงพยาบาลฉันก็รีบมานี่แหละ” หญิงสาวทักทายคู่กรณีของน้องชาย

“ก็ไม่นานเท่าไหร่ครับ แต่ผมอยากตกลงกับคุณก่อนที่จะพบตำรวจ ผมอยากให้เรื่องมันจบเร็ว ๆ จะได้ไม่มีปัญหาคาราคาซัง”

“คุยเรื่องอะไรคะ ค่าเสียหายเหรอ ?" จิดาพรหันไปทางน้องชาย ก่อนจะพูดต่อ

"ของฉันก็เท่าที่คุณเห็นตอนนี้กับรถมอไซค์เก่า ๆ คันนึง แล้วของคุณล่ะ เสียหายมากไหม ?”

“ไม่ครับไม่...รถผมไม่เป็นอะไรมาก โดนกันชนหน้านิดหน่อย” ชายหนุ่มตกตะลึง ไม่คิดว่าจะได้คำตอบแบบนี้

“แล้วคุณจะให้ฉันซ่อมให้ไหมคะ?” หญิงสาวถามกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีทีท่าโกรธหรือไม่พอใจ

“โอ้...ไม่...ไม่ครับ...ผมจัดการเองได้” หนุ่มร่างสูงโบกไม้โบกมือ ปฏิเสธ “แต่ว่าค่ารักษาน้องคุณล่ะ...จะทำยังไง ?”

“ถ้างั้นก็ไม่มีอะไร” หญิงสาวตัดบท

“ต่างคนต่างซ่อม น้องชายฉันฉันก็รักษาเองได้ ฉันไม่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ แค่นี้คงจบได้ใช่มั้ยคะ ถ้างั้นเข้าข้างในกันไหมคะ จะได้ลงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรให้เรียบร้อย ฉันจะได้กลับไปทำงาน”

พูดจบหญิงสาวก็พยุงน้องชายเข้าไปนั่งหน้าโต๊ะร้อยเวร เจ้าของคดี โดยมีชายหนุ่มเดินตามไปนั่งลงข้าง ๆ แต่เหตุการณ์กลับไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ เมื่อร้อยเวรได้รับคำสั่งให้เคลียร์คดีโดยเพื่อนของเจ้านายต้องไม่เดือดร้อน การยัดเยียดให้ฝ่ายหญิงสาวเป็นฝ่ายผิดเกิดขึ้นทันทีที่เธอนั่งลงตรงหน้าร้อยเวรเจ้าของคดี


“คุณรู้ใช่มั้ยครับว่าน้องของคุณขับรถโดยประมาท จนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้”

อารมณ์ที่ถูกควบคุมให้เย็นมาตลอดตั้งแต่รับโทรศัพท์น้องชาย จนกระทั่งถึงตอนก่อนจะเดินเข้ามาที่โต๊ะร้อยเวรร้อนขึ้นทันทีทันใด เมื่อได้ยินการแจ้งความผิด เพราะเธอแวะไปดูสถานที่เกิดเหตุก่อนไปรับน้องที่โรงพยาบาล เธอจึงเห็นว่ารถยนต์คร่อมเลนกลางถนนมาชนกับรถมอเตอร์ไซค์ของน้องชาย แต่ตอนที่คุยกันกับคู่กรณี ต่างคนต่างอยากจบ ทำให้เธอเลือกที่จะไม่เป็นคดี เธอไม่รู้ว่าจะต้องโดนยัดความผิดให้เช่นนี้

“คุณบอกว่าน้องชายฉันเป็นคนผิด ฉันขอดูหลักฐานได้ไหมคะ?”

จากที่เธอคิดแค่จะเซ็นชื่อไม่เอาความกัน กลายเป็นขอดูหลักฐานเพราะควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ หลังจากนั้นการโต้เถียงระหว่างเลขาสาวกับร้อยเวรหนุ่มจึงเกิดขึ้นจากหลักฐานที่เป็นภาพถ่าย

เหตุการณ์การโต้เถียงในครั้งนี้ อยู่ในสายตาของโตมรตลอด แต่เขาไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยใครได้ เพราะร้อยเวรกำลังทำในสิ่งที่เขาขอให้เพื่อนช่วย ซึ่งเขาไม่รู้ว่าฝ่ายคู่กรณีจะเป็นแบบนี้ เขาคิดแค่ว่าหากคู่กรณีเรื่องมาก การที่ให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกไว้จะทำให้เขาไม่ต้องยุ่งยากกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เวลานี้สำหรับโตมรแล้ว คนที่น่าสงสารที่สุด คือ ผู้หญิงผอมบาง นัยน์ตาโศก ที่กำลังต่อสู้กับอำนาจที่เขาเป็นผู้ผลักดันให้เกิดขึ้น และการโต้เถียงยังไม่จบลง

“ที่คุณเห็นว่ารถยนต์ต้องคร่อมเส้นแบ่งเลนมาจนชนกับรถน้องคุณน่ะ เพราะว่ามีรถจอดอยู่ข้างถนนจนเขาขับชิดถนนไม่ได้ มันต้องกินเลนเป็นธรรมดา” เสียงร้อยเวรยังคงพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ฝ่ายหญิงสาวเป็นฝ่ายผิด

“อ๋อ...ถ้าเป็นแบบนั้นคนผิดในกรณีนี้ ก็เป็นเจ้าของรถที่จอดข้างทางสิ...ใช่มั้ย? ทำไมคุณตำรวจไม่ไปจับเจ้าของรถที่จอดข้างทางล่ะ ?” เสียงหญิงสาวที่สูงขึ้นตามระดับความโกรธยังโต้เถียงไม่ลดละ

“เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ผมจัดการแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้และมันเป็นเรื่องของตำรวจ ไม่ใช่เรื่องของคุณ” เสียงร้อยเวรโต้แย้งกลับ

“แล้วคุณตำรวจจะให้ฉันทำยังไง ถ้าคุณคิดว่าฉันเป็นฝ่ายผิด” ความเบื่อหน่ายทำให้เธอโพล่งถามออกไปเหมือนยอมรับผิด

“ฝ่ายคุณต้องซ่อมรถให้คู่กรณีสิ”

หญิงสาวปรายตามองไปทางคู่กรณีของน้องชายก่อนจะเอ่ยถามลอย ๆ

“คุณต้องการให้ฉันซ่อมรถให้คุณใช่มั้ยคะ ? คุณโตมร”

“ไม่ครับไม่...ผมบอกคุณแล้วไงว่าผมจัดการเองได้ มันนิดหน่อยเอง” เสียงละล่ำละลักตอบ เพราะไม่คิดว่าจะโดนถาม

“แล้วคุณจะว่ายังไงคะ คุณตำรวจ ในเมื่อคู่กรณีฉันเขาไม่ต้องการให้ฉันรับผิดชอบ ในความผิดที่คุณยัดเยียดให้ฉัน” หญิงสาวหันกลับมาจ้องหน้าตำรวจ ถามกลับไปอีกครั้ง

“ผมไม่ได้ยัดเยียดให้คุณ...จ่าแหนมเอาเด็กไปเป่าแอลกอฮอล์ซิ” ร้อยเวรเรียกจ่าตำรวจ เอาเด็กหนุ่มที่นั่งก้มหน้า เซื่องซึมไปเป่าดูระดับแอลกอฮอล์


โตมรคิดว่าเหตุการณ์น่าจะจบลงได้จากที่เขาบอกว่า ไม่ต้องให้เธอรับผิดชอบ แต่เขากลับรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ เมื่อร้อยเวรเรียกจ่าตำรวจมารับเด็กหนุ่มไปเป่าแอลกอฮอล์ เขาไม่มีโอกาสรู้เลยว่าสิ่งที่ร้อยเวรคิดก็คือ ‘ยังไงเพื่อนเจ้านายต้องไม่เดือดร้อน การที่คุณโตมรไม่ให้เธอซ่อมรถให้ ไม่ได้หมายความว่า คุณโตมรจะไม่ได้จ่ายค่าเสียหายให้เธอ ฉะนั้นเมื่อภาพถ่ายไม่สามารถ ‘ยัดเยียด’ ให้เธอยอมรับความผิดแบบไม่มีข้อโต้แย้งได้ ข้อหาเมาแล้วขับคงทำให้ยอมรับโดยไม่มีทางคัดค้าน เพราะหน้าตาของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ ใครดูก็รู้ว่ากำลัง ‘แฮ้งค์’


“คุณโตมรครับ ในเมื่อคุณไม่คิดจะให้ทางนี้รับผิดชอบซ่อมรถให้แล้ว ก็แสดงว่าคดีของคุณก็ไม่มีคนผิด ถือว่าไกล่เกลี่ยกันได้ คุณจะกลับก่อนก็ได้นะครับ ไม่ต้องเซ็นเอกสารอะไร ส่วนที่เหลือจะเป็นเรื่องของตำรวจเอง เพราะข้อหาเมาแล้วขับทางตำรวจต้องจัดการส่งฟ้องศาลอยู่แล้ว” เสียงที่มีน้ำใจกับเพื่อนเจ้านายแต่เลวร้ายกับหญิงสาวร่างบอบบางดังขึ้นอีกครั้งหลังจากได้รับผลการเป่าวัดระดับแอลลกอฮอล์


น้ำใจที่เขาไม่อยากได้รับแล้วถูกยื่นมาให้จากร้อยเวรเจ้าของคดีหลังจากที่รู้ผลจากการเป่าแอลกอฮอล์ของเด็กหนุ่มที่มีค่าสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งเขาจะนั่งอยู่ก็ไม่ได้เพราะส่วนของเขาเหมือนถูกตัดสินไปเพราะแค่คำว่าเขาไม่ต้องการความยุ่งยาก จนต้องเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนในครั้งนี้ แต่นั่นเขาไม่รู้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้หญิงสาวที่ยังไม่เคยได้รู้จัก ต้องมานั่งรับบาป ต่อสู้กับอำนาจมืดแบบนี้


ความสงสารพุ่งขึ้นมาท่วมท้นในจิตใจ ถ้าเขามีโอกาสรู้ก่อนหน้านี้สักนิดว่าเธอจะเป็นคนสบาย ๆ ไม่เรื่องมาก พูดคุยกันได้ เขาจะไม่ทำแบบนี้เลย แต่จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ก็ที่ผ่านมาเขาเองก็ไม่เคยเจอใครที่เหมือนเธอสักคน ทุกคนพอเป็นคดีแบบนี้ก็มีแต่เรียกร้องจะเอาและจะต้องได้มากที่สุด จนเขาเข็ดขยาดกับเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล เรื่องคดีมาแล้ว เขาได้แต่เดินออกจากห้องร้อยเวร ไปขอบอกขอบใจ ‘รองป้อง’ ตามหน้าที่ และไปดักรอหญิงสาวที่ร้านอาหารใกล้ ๆ กับลานจอดรถที่เขามองเห็นรถของเธอจอดอยู่



เวลาบ่ายสองโมงกว่า ร่างสูงโปร่งที่มองดูบอบบางมากในชุดสีดำเดินตรงมายังลานจอดรถ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ร้านอาหารรีบเดินตรงมาดักหน้าเธอ ก่อนจะเอ่ยขอโทษเบา ๆ

“คุณจี้ครับ ผมขอโทษครับ ผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะยุ่งยากขนาดนี้”

“ทำไมล่ะคะ มันไม่ใช่ความผิดของคุณสักหน่อย คดีคุณกับน้องชายฉันก็ไม่เห็นเป็นไร เคลียร์กันได้ ที่น้องฉันโดนมันไม่เกี่ยวกับคุณเลย” น้ำเสียงเย็นชาที่ถามกลับมา ตอนท้ายออกจะเย้ยหยันนิด ๆ สุดท้ายเธอใช้สายตาคมจ้องที่หน้าของชายหนุ่มคู่กรณี เพราะเธอรู้สึกได้ว่าตลอดเวลาที่เธอโต้เถียงอยู่กับร้อยเวร เขาไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเลย แต่เธอแค่ไม่รู้เหตุผลแค่นั้นเองว่าเพราะอะไร

“แล้วคดีของน้องคุณเป็นยังไงมั่ง?...คุณยังไม่ทานข้าวนี่ ไปนั่งทานข้าวก่อนไหม นี่ก็บ่ายสองแล้ว คุณคงหิวแย่” หลังจากถามแล้วมีปฏิกิริยาตอบกลับ ชายหนุ่มจึงถามต่อและชวนหญิงสาวไปทานอาหารด้วย

“ไม่ล่ะค่ะ...ขอบคุณ แม่กับพ่อฉันรอฟังข่าวอยู่บ้าน ฉันต้องรีบกลับ พาน้องฉันไปกินข้าว กินยา อ้อ...เรื่องคดีของน้องฉันคุณไม่ต้องห่วงนะคะ คุณก็รู้ว่าแค่ตำรวจเขาอยากเอาชนะฉันให้ได้ เมื่อเขาชนะแล้ว ฉันยอมรับ เขาได้รับเงินค่าขายบัตรเข้าชมมวยให้ฉันนิดหน่อย เขาก็ไม่ส่งฟ้องศาลแล้วล่ะค่ะ” เสียงเย้ยหยันลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม รูปกระจับอีกครั้งก่อนจะเดินตัวตรงไปที่รถ

“คุณ...คุณจี้ครับ แล้วเรื่องค่ารักษาน้องคุณล่ะ” ชายหนุ่มร้องถามตามหลังร่างบางที่เดินจากไป เมื่อไม่เห็นเธอหันกลับ จึงพูดต่อเสียงดัง ๆ ให้เธอได้ยิน “ถ้าคุณมีอะไรที่ผมพอช่วยได้ คุณโทรหาผมตามนามบัตรที่ผมให้ไปนะครับ”

ที่เขาต้องพูดเรื่องค่าใช้จ่ายออกไปเพราะเห็นสภาพแล้วว่า เธอคงไม่ค่อยสะดวกสบายนัก รถมอเตอร์ไซค์คันที่ชนกับเขาก็เก่า แถมรถยนต์คันนี้ของเธอก็ประมาณอายุอานามถ้าเป็นคนก็คงเข้าสู่วัยรุ่นแล้วล่ะมัง



เสียงที่ดังตามมาข้างหลัง ทำให้มือเรียวที่กำลังเปิดประตูรถชะงักได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะให้หญิงสาวหันหลังกลับไปโต้ตอบและเธอก็ขึ้นรถขับ ‘เจ้าแก่’ เพื่อนยากออกไปรับน้องชายที่หน้าตึกสถานีตรงกลับบ้าน แต่ในหัวของเธอคิดแต่ว่าอีกอาทิตย์หนึ่งที่เหลือ เธอจะจัดการอย่างไรกับครอบครัวที่เหลือเงินในกระเป๋าไม่กี่ร้อยบาท


ส่วนโตมรเมื่อกลับไปถึงไซด์งานที่ทิ้งให้เพื่อนควบคุมงานก่อสร้างมาทั้งวัน เดินเนือย ๆ เหมือนไม่มีแรงตรงเข้าไปในออฟฟิศ ทิ้งตัวลงโซฟานุ่มในห้องแอร์ที่เย็นเฉียบ ออฟฟิศที่นี่เป็นเพียงออฟฟิศชั่วคราวที่เขาสร้างขึ้นเพื่อเข้ามาคุมงานตอนที่กำลังสร้างบ้านจัดสรร แต่ออฟฟิศใหญ่จะอยู่อีกที่หนึ่ง หลังจากที่เขาเรียนจบวิศวะมา เขากับเพื่อนร่วมหุ้นกันเปิดบริษัทรับเหมาสร้างบ้าน ซึ่งตอนนี้กิจการกำลังไปได้ดีหลังจากผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมา ช่วงที่ต่อสู้กับเศรษฐกิจที่ตกต่ำเป็นช่วงที่เขาทุ่มเททำงานอย่างหนัก จนไม่มีเวลาให้กับอรุณีหรืออุ๋ม แฟนสาวที่เขาคิดว่า ทำและทุ่มเททุกอย่างเพื่อเธอ เขาไม่อยากล้มเหลวกับการตั้งบริษัท อยากให้ผู้หญิงที่เขารักสุขสบาย เขาจึงทุ่มเทเวลาที่มีให้กับงาน พอบริษัทอยู่ตัวเขาจะแต่งงานกับเธอทันที แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีแฟนสาวที่มาอยู่ที่บ้านกับเขาได้สามปี ก็บอกเลิกเขาและกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่เชียงใหม่ โดยให้เหตุผลง่าย ๆ ว่า ‘เมื่อไหร่ที่พี่มีเวลาให้อุ๋ม อุ๋มจะกลับมา’ แล้วเธอก็จากไป วันนี้เวลาผ่านมาร่วมสองปี เธอยังไม่หวนกลับมา


ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาได้แต่อยู่กับความเจ็บปวด เขายอมรับว่าแม้ช่วงนั้นเขาจะไม่มีเวลาอยู่กับเธอมากมายนัก แต่เรื่องบนเตียงของเขากับอุ๋มเข้ากันได้ดี ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแต่เมื่อกลับบ้าน เขายินดีทำแบบที่เธอต้องการได้ทุกอย่าง รวมทั้งเธอเองตอบสนองเขาได้ทุกแบบ จนเขาคิดว่าชีวิตคู่ระหว่างเขากับอุ๋มคงไม่มีปัญหา หลังจากที่อุ๋มออกไปจากชีวิตของเขา เขาใช้วิธีระบายความใคร่โดยไม่เลือกที่จะผูกมัดกับใครอีกแล้ว ผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาก็จะผ่านออกไปคนแล้วคนเล่า เขายังคงคิดถึงอุ๋มมาตลอด แต่วันนี้วันที่เขาเพิ่งเจอผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เขาแทบไม่รู้จักอะไรในตัวของเธอเลย แต่เขากลับเอาเธอไปเปรียบเทียบกับอุ๋ม โดยที่เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไร

เสียงเปิดประตูออฟฟิศปลุกเขาที่กำลังหลับตาคิดเปรียบเทียบอุ๋มกับผู้หญิงหุ่นบาง ๆ คนนั้นให้ลืมตาขึ้น

“เป็นไงมั่งยศ วันนี้งานโอเคไหม มีปัญหาอะไรรึเปล่า” เขาถามเพื่อนออกไปเมื่อเห็นคนที่เปิดประตูออฟฟิศเข้ามา

“งานไม่มีปัญหาหรอก แล้วแกล่ะเป็นไงมั่ง หมดแรงเลยเหรอ” หุ้นส่วนบริษัทถามขึ้น

“เออ...กูไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กูทำวันนี้มันดีหรือเลว แต่กูรู้สึกผิดว่ะ”

“เรื่องอะไรวะ”

แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกถ่ายทอดให้หุ้นส่วนฟัง

“มันจะยากอะไร มึงก็โทรไปหาเขาสิวะ มีเบอร์โทรไหม บอกว่าจะไปเยี่ยมน้องเขาแล้วก็เอาเงินใส่ซองเยี่ยมไปให้ เขาคงไม่ว่าอะไรมั้ง ถือว่าเราไปเยี่ยมไข้”

แล้วความคิดที่เขาคิดว่าเข้าท่าที่สุดสำหรับตอนนี้ก็ถูกปฏิบัติการทันที อย่างน้อยก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาหาทางเข้าถึงผู้หญิงคนนั้นได้ เขาคงมีโอกาสได้ขอโทษเธออีกครั้ง มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับผู้หญิงนิสัยแปลกกว่าชาวบ้านคนนั้น เพราะเขารู้สึกว่าอยากเรียนรู้ อยากรู้จักเธอให้มากขึ้น จะด้วยเหตุผลใดก็สุดรู้ แต่เขาต้องรู้จักเธอให้มากกว่านี้ให้ได้



โปรดรออ่านตอนต่อไป ที่นี่ ที่บอร์สวยสมวัยค่ะ


แก้ไขล่าสุดโดย ณดา เมื่อ Fri Dec 04, 2009 12:13 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
Buddy

avatar

จำนวนข้อความ : 79
Join date : 27/07/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: บทที่ 1 จุดเริ่มต้น   Thu Dec 03, 2009 12:52 pm

ติดตาม ตามติด ไปอ่านตอนต่อไปล่ะค่ะ
ขึ้นไปข้างบน Go down
ณดา

avatar

จำนวนข้อความ : 27
Join date : 19/10/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: บทที่ 1 จุดเริ่มต้น   Fri Dec 04, 2009 8:45 am

เชิญคุณน้องบัดดี้ทัศนาตอนที่ 2 ได้เลยนะคะ
ขึ้นไปข้างบน Go down
Moolar

avatar

จำนวนข้อความ : 51
Join date : 22/07/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: บทที่ 1 จุดเริ่มต้น   Fri Jan 01, 2010 11:10 am

สีน้ำเงินแยงตาแอดมินจัง ฮ่าฮ่าฮ่า

เป็นกำลังใจให้พี่ณดานักเขียนมือใหม่สุดๆ ค่ะ เย้ๆๆ
ขึ้นไปข้างบน Go down
http://sorwor.bloggang.com
ณดา

avatar

จำนวนข้อความ : 27
Join date : 19/10/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: บทที่ 1 จุดเริ่มต้น   Fri Jan 01, 2010 5:49 pm

ขอบคุณค่ะ คุณน้องมูล่าร์ พี่จะพยายามทำให้ดีที่สุดนะคะ
ขึ้นไปข้างบน Go down
 
บทที่ 1 จุดเริ่มต้น
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
สวยสมวัย :: ห้องเขียน :: ๓. ณดา-
ไปที่: